ประเพณีไทยและวัฒนธรรมประเพณีไทย 4 ภาค

ประเพณีไทย

วัฒนธรรมไทย

ประเพณีไทย 4 ภาค[ View all ประเพณีไทย 4 ภาค ]

Latest Updates

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

0 ความคิดเห็น

วันพืชมงคล  (อังกฤษ: Royal Ploughing Ceremony) เป็นวันสำคัญที่กำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงความสำคัญของเกษตรกรที่มีต่อเศรษฐกิจไทย มีการจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพระราชพิธีโบราณ สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประกอบด้วย 2 พระราชพิธีคือ พระราชพิธีพืชมงคล และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีนี้กระทำที่ท้องสนามหลวง

ทางราชการกำหนดให้วันพืชมงคลเป็นวันเกษตรกร และกำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการ ยกเว้นธนาคารและบริษัทเอกชนบางแห่งไม่หยุดทำการ วันพืชมงคลจะไม่ตรงกับวันเดิมตามสุริยคติหรือจันทรคติของทุกปี แต่สำนักพระราชวังจะเป็นผู้ประกาศวันพืชมงคล ให้เป็นวันใดวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม แล้วแต่ในแต่ละปี



พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 
เป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เป็นพิธีพราหมณ์มีมาแต่โบราณ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว พระราชพิธีทั้งสองนี้ ได้กระทำเต็มรูปแบบมาเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้เว้นไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ด้วยสถานการณ์โลกและบ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ไม่สมควรจะจัดงานใดๆ จึงว่างเว้นไป ๑๐ ปี ต่อมาทางราชการพิจารณาเห็นว่าประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม โดยเฉพาะทำนาควรจะได้ฟื้นฟู ประเพณีเก่าอันเป็นมงคลแก่การเพาะปลูก ดังนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงกำหนดให้มีพิธีพีชมงคลขึ้นอีก แต่มีแค่พระราชพิธีพืชมงคลเท่านั้น (พิธีเต็มรูปแบบว่างเว้นไปถึง ๒๓ ปี) ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงจัดให้มีราชพิธีจรดพระนาคัลแรกนาขวัญ ร่วมกับพิธีพืชมงคลนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้จึงจัดให้เป็นวันสำคัญของชาติ

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พิธีแรกนา เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน แต่จะมอบอาญาสิทธิให้โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา 

ต่อมา สมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญแทนพระองค์ และมิได้ถือว่าเป็นพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นแต่เมื่อมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร สถานที่ประกอบพิธีในตอนแรก ๆ จึงไม่ตายตัว แล้วแต่จะทรงกำหนดให้ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่าง ๆ ทุกพิธี ดังนั้น "พระราชพิธีพืชมงคล" จึงได้เริ่มมีขึ้นแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า "พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ" 

ส่วนพิธีกรรมนอกเหนือจากการทำให้เป็นตัวอย่าง ตามที่ทรงจำแนกไว้ 3 อย่าง 2 อย่างแรก ที่ว่า "อาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง" นั้น ทรงหมายถึง "พิธีพืชมงคล" อันเป็นพิธีสงฆ์ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่ว่า "บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้าง" นั้น ทรงหมายถึงพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอันเป็นพิธีพราหมณ์ 

ดังนั้น จึงพอจะสรุปความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นี้ได้ว่าพิธีแรกนามุ่งหมายที่จะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยที่มีมาแต่ช้านานสืบมาจนปัจจุบันยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย 

ส่วนวันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนา เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวง ที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแต่เดิมมาทำที่ทุ่งนาพญาไท เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นใหม่ จึงจัดให้มีขึ้นที่ท้องสนามหลวง ทั้งนี้ วันแรกนาขวัญเป็นวันสำคัญของชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดราชการ 1 วัน และมีประกาศให้ชักธงชาติตามระเบียบทางราชการ 

ประเพณีสงกรานต์พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

0 ความคิดเห็น

ประเพณีสงกรานต์พระประแดง เดิมเรียกกันว่า "สงกรานต์ปากลัด" ภายโดยรวม ๆ ก็นับว่าคล้ายคลึงกับประเพณีสงกรานต์ทั่ว ๆ ไป แต่ที่เห็นว่าแตกต่างจากประเพณีสงกรานต์อื่น ๆ คือ การจัดงานสงกรานต์พระประแดง จะช้ากว่าวันสงกรานต์ปกติ คือ แทนที่จะจัดในวันที่ ๑๓ เมษายน ก็กลับเป็นวันอาทิตย์ต่อถัดจากวันสงกรานตือีกหนึ่งสัปดาห์ อย่างเช่นในปีนี้ (พ.ศ. ๒๕๔๖) สงกรานต์ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน แต่สงกรานต์พระประแดง จะจัดหลังจากวันมหาสงกรานต์ ๑ อาทิตย์



ประเพณีสงกรานต์พระประแดง ถือเป็นวันเทศกาลขึ้นปีใหม่ เป็นเทศกาลสำคัญของชาวไทยเชื้อสายมอญ หรือที่เรียกว่า ชาวไทยรามัญ ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองพระประแดง นับเป็นเวลาร้อยแปดสิบปีเศษแล้วที่ชาวมอญได้มาพักพิงอาศัยอยู่ที่ปากลัด และสืบทอดประเพณีเก่าแก่ของชาวมอญเอาไว้ นั่นก็คือประเพณีสงกรานต์พระประแดง เป็นเทศกาลที่สนุกสนาน รวมประเพณีหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน ในวันสงกรานต์ จะเริ่มต้นด้วยการส่งข้าวสงกรานต์ตามวัดต่างๆ ทำบุญทำทานในตอนเช้าตรู่ ในตอนสายลูกหลานจะพากันไปรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ตอนกลางคืนจะมีการเล่นสะบ้าตามหมู่บ้านต่าง ๆ การร้องเพลงทะแยมอญกล่อมบ่อน ซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิตของชาวไทย เชื้อสายรามัญ และในวันท้ายของสงกรานต์ทุกหมู่บ้านจะร่วมใจกันจัดขบวนแห่นางสงกรานต์เพื่อนำขบวนไปปล่อยนก - ปล่อยปลา ณ อาราหลวง วัดโปรดเกษเชษฐาราม ซึ่งถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ของชาวมอญ

ประเพณีสงกรานต์พระประแดง ซึ่งจะจัดตรงกับวันเสาร์และอาทิตย์แรก หลังจากงานเทศกาลสงกรานต์ทั่วไป โดยจัดเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ประกอบไปด้วยขบวนแห่นางสงกรานต์ การปล่อยนก ปล่อยปลา การเล่นสะบ้า การรดน้ำขอพร การถวายข้าวสงกรานต์ การละเล่นพื้นเมืองแบบมอญ อันได้แก่ ทะแยมอญ และการรำมอญ เป็นต้น ซึ่งเป็นงานที่สนุกสนาน มีชาวบ้านจากเขตใกล้เคียงไปร่วมฉลองกันมาก ต่อมาประเพณีดังกล่าวได้ขาดหายไป จนเหลือแต่ขบวนแห่นางสงกรานต์ การปล่อยนก ปล่อยปลา และการเล่นสะบ้า จำนวนบ่อนสะบ้าที่เคยมีอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจผู้ไปเยือนก็ลดจำนวนลงทุกปี จนในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ สมาคมชาวรามัญได้มีการประชุมจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมพื้นเมืองพระประแดงขึ้น ซึ่งทางสมาคมได้พยายามฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีของชาวพระประแดงดั้งเดิม ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคนรามัญหรือมอญขึ้นมา

ประเพณีสงกรานต์พระประแดง จะจัดให้มีขบวนแห่นางสงกรานต์ประกอบไปด้วยรูปขบวนนางสงกรานต์ตามคติประจำปีนั้น ๆ มีขบวนสาวงามในชุดการแต่งกายแบบมอญพร้อมด้วยนก ปลา ที่จะนำไปปล่อย และการเปิดบ่อนสะบ้า

การเล่นสะบ้าเป็นการละเล่นที่สนุกสนานอย่างหนึ่งของหนุ่มสาว ที่เปิดโอกาสให้ได้พบปะพูดจาพร้อมกับการเล่นสะบ้า ซึ่งการละเล่นสะบ้าตามบ้านนั้น ตามปกติจะจัดกันตามใต้ถุนบ้านของฝ่ายหญิง เฉพาะลานสะบ้าที่ถูกต้องตามแบบแผนจะต้องมีความกว้างอย่างน้อย ๒.๕๐ เมตร และยาวประมาณ ๖.๕๐ เมตร พื้นลานสะบ้านั้นต้องราบเรียบ และดินควรจะแข็งตามสมควร การเล่นสะบ้าต้องเล่นกันเป็นคู่ ๆ แบ่งเป็นฝ่ายหญิง ๘ คน ฝ่ายชาย ๘ คน ผู้เล่นจะต้องแต่งกายชุดพื้นเมืองไทยรามัญ

ลูกสะบ้าเป็นลูกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งหาได้ตามป่าทั่วไป ด้วยการนำลูกแก่จัดมาเล่น หากหาไมได้ก็จะใช้ไม้เจียนให้เป็นวงกลม หนาประมาณ ๒ เซนติเมตร โดยให้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘-๙ เซนติเมตร ผู้เล่นสะบ้าแต่ละคนจะต้องมีลูกสะบ้า จะให้ฝ่ายไหนเล่นก่อนหลังแล้วแต่จะตกลงกัน ส่วนเวลาในการเล่นนั้นไม่กำหนดแน่นอนตายตัว การเล่นสะบ้ามีทั้งหมด ๑๔ ท่า โดยแตกต่างกันที่ที่ตั้งลูกสะบ้า เช่น วางลูกสะบ้าไว้ที่คอแล้วยิง ต่อไปวางที่หน้าอกเรื่อยลงมาจนถึงหลังเท้า เมื่อลูกสะบ้าตกที่ใดก็ยิงเฉียดพื้นดินไปยังลูกสะบ้าฝ่ายตรงข้าม ถ้าฝ่ายใดยิงได้ครบทั้ง ๑๔ ลูกก่อนก็เป็นฝ่ายชนะ นอกจากนี้ยังมีการเล่นสาดน้ำกันด้วย

ประเพณีขนทรายเข้าวัด

0 ความคิดเห็น

ประเพณีขนทรายเข้าวัด ประเพณีไทยมีมาแต่โบราณแล้ว การขนทรายอาจแตกต่างกันไปบ้าง เช่น จังหวัดเชียงใหม่ , เชียงราย , ลำพูน เป็นต้น นิยมขนทรายในวันเนาว์ หรือวันที่ 14 เมษายน แต่ที่จังหวัดน่านนิยมขนทรายในวันพญาวัน คือ วันที่ 15 เมษายนบางแห่งก็นิยมขนทรายกันในวันสังขานต์ล่องด้วยการขนทรายจึงนิยมกันทั้ง 3 วัน คือวันสังขานต์ล่อง วันเนาว์ และวันพญาวัน  


ประเพณีขนทรายเข้าวัด ถือกันว่า เมื่อเข้าวัดแล้วเดินออก ไปนอกวัด การเดินออกไปนอกวัดอาจจะมีดินติดเท้าออกไป ทำให้เกิดบาปอีกประการหนึ่งการ ขนทรายเข้าวัดแล้วควรจะก่อเป็นเจดีย์ทราย เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า หมายถึงบูชา “ พระจุฬามณีเจดีย์ “ ที่พระอินทร์นำเอาของ ๔ อย่าง คือ 

  1. พระจุฬา คือ ส่วนพระเกษาบนกระหม่อมแห่งศรีษะ ฯ 
  2. พระมโมฬี คือ มุ่นหรือมวยผมทั้งหมด ฯ 
  3. ปิ่นมณี หรือ ปิ่นแก้ว คือ สำหรับปักมวยผม ฯ 
  4. เวฐนะ คือ เครื่องรัดมวยผม หรือเรียกว่า รัดเกล้า ฯ ที่เป็นของพระพุทธเจ้า บรรจุไว ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้ยังได้บรรจุพระเขี้ยวแก้วเบื้องขวาอีกด้วย 

ประเพณีขนทรายเข้าวัด กุศโลบายชำระล้างบาปอย่างแนบเนียน

แม้เราจะเข้าวัดเพื่อทำบุญทำกุศลต่างๆนานาแล้ว แต่เพียงเมื่อก้าวเดินออกจากวัด คุณก็สามารถทำบาปได้โดยไม่รู้ตัว นั่นก็คือบาปที่เรียกว่า หนี้สงฆ์

หนี้สงฆ์คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในวัด ที่เราไปหยิบออกมาโดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป เงินบริจาค หรือแม้แต่ไปใช้น้ำใช้ไฟของวัดฟรีๆ ก็ถือว่าเป็นหนี้สงฆ์ แม้แต่ทำของในวัดเสียหาย ก็ถือว่าเป็นหนี้ ในทางธรรม บางคนไม่สามารถไปสวรรค์ได้ แม้จะทำบุญมามากมาย เพียงเพราะติดหนี้สงฆ์ไม่เท่าไหร่ 

สมัยโบราณ วัดต่างๆจะมีกองทรายเป็นของแต่ละวัด เพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ ทีนี้ชาวบ้านอาจจะไปเอาทรายจากวัดมาใช้ซ่อมแซมบ้าน หรือเดินผ่านกองทรายแล้วทรายติดเท้าออกมาจากวัด ก็ถือว่ามีหนี้สงฆ์

ดังนั้นเพื่อไม่ให้หนี้สงฆ์ติดค้าง คนโบราณจึงคิดประเพณีขนทรายเข้าวัดขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านได้นำทรายเข้ามาให้แก่วัด เป็นการชำระหนี้ที่ช้าวบ้านเคยเอาทรายจากวัดไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพือชำระบาปหนี้สงฆ์ให้หมดไป

ทุกวันนี้ น้อยคนจะเข้าว่าเราขนทรายเข้าวัดไปทำไม และทำไปเพราะประเพณีบอกให้ทำ แต่หากรู้วัตถุประสงค์แล้ว การขนทรายเข้าวัดก็จะได้ชำระจิตใจและชำระบาปบุญได้ด้วย

มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน

0 ความคิดเห็น
มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุรักษ์ เผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นและส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงนกเขาชวา ยกระดับเศรษฐกิจและรายได้ของผู้เลี้ยงนกเขาชวาให้สูงขึ้น ด้วย  และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการสร้างมิตรภาพของผู้นิยมเลี้ยงนกเขาชวา หรือ “ชาวชวาวงศ์” ที่จะมีการเดินทางไปร่วมแข่งขันเวียนไปตามสนามต่างๆ ทั่วประเทศ และในประเทศใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ แล้ว ยังมีการจำหน่ายอุปกรณ์การเลี้ยงนก กรงนก ต่าง ๆ โดยการแข่งขันครั้งนี้ จะมีการแข่งขันนกเขาชวาเสียงประเภท เสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ ประเภทรวมเสียง ประเภทดาวรุ่งและ ประเภทนกเขาใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีนกเข้าร่วม กว่า 2,000 ตัว นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมเสริม คือ การแข่งขันนกกรงหัวจุก ที่ สนามศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา


งานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน มีการแข่งขันนกเขาชวาเสียงประเภท เสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ ประเภทรวมเสียง ประเภทดาวรุ่ง และประเภทนกเขาใหญ่  ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ทางจังหวัดยะลา ร่วมกับเทศบาลนครยะลา ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


มหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน จัดที่สนามแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน ณ สวนขวัญเมือง เทศบาลนครยะลา จ.ยะลา ในพิธีเปิดงานมหกรรมแข่งขัน "นกเขาชวาเสียงอาเซียน ครั้งที่ 28" พร้อมชักเสารอกนก เพื่อเป็นสัญญาณในการแข่งขัน โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา คณะผู้บริหารเทศบาลนครยะลา แขกผู้มีเกียรติ พี่น้องประชาชน เข้าร่วมในพิธีเปิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งงานมหกรรมแข่งขัน "นกเขาชวาเสียงอาเซียน ครั้งที่ 28" จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 2-3  มีนาคม นี้ ท่ามกลางมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อย่างเข้มงวด โดยมีผู้ร่วมส่งนกเขาชวาเสียงเข้าแข่งขันทั้งประเภทเสียงเล็ก เสียงกลาง เสียงใหญ่ และดาวรุ่ง กว่าจำนวน 2,000 นก

ระดับของขนบธรรมเนียมประเพณีไทย

0 ความคิดเห็น
ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย แบ่งได้เป็น ๒ ระดับ คือ ประเพณีหลวง และประเพณีราษฎร์ 
  • ประเพณีหลวง คือ ประเพณีที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ ให้กระทำ 
  • ประเพณีราษฎร์ คือ ประเพณีที่ราษฎร ชาวบ้านร้านตลาดจัดทำ
ศูนย์กลางของประเพณีหลวงคือ พระมหากษัตริย์ ส่วนประเพณีราษฎร์นั้น มีศูนย์กลางอยู่ที่หมู่บ้านหรือวัด

ทั้งประเพณีหลวง และประเพณีราษฎร์ ต่างก็มีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นประเพณีที่เกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน การนับถือศาสนา การละเล่น วรรณกรรม และศิลปกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น ประเพณีการเล่นเพลงฉ่อย โนรา และหมอลำ ประเพณีการเทศน์มหาชาติ ฮีตสิบสอง พระราชพิธีสิบสองเดือน ตลอดจนการสร้างวัดวาอาราม และการเขียนภาพในโบสถ์วิหาร


ความสัมพันธ์ของประเพณีทั้งสองระดับนั้น มีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตลอดมา คือ ได้มีการหยิบยืม และเลียนแบบซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ประเพณีหลวงได้แบบอย่างของประเพณีราษฎร์มาขัดเกลาให้ละเอียดประณีตวิจิตร และมีความขลังศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น เพราะประเพณีหลวงรับแบบแผนมาจาก อินเดีย จีน เปอร์เซีย รวมทั้งมอญ เขมร และชวา เข้ามาผสมผสานด้วย ทำให้มีความสมบรูณ์มากขึ้น แล้วค่อยขยายอิทธิพลไปสู่ประเพณีราษฎร์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์นี้


แต่เดิมมีประเพณีไทยพื้นบ้านเป็นพื้นฐานโดยทั่วไปอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อตั้งขึ้นเป็นเมือง ก็จะรับอิทธิพลทั้งประเพณีพื้นบ้าน และประเพณีหลวง จนกลายเป็นประเพณีพื้นเมือง ที่มีลักษณะพิเศษขึ้นมาอีกรูปแบบหนึ่ง ที่พร้อมจะส่งอิทธิพลไปสู่ประเพณีพื้นบ้านต่อไป ดังนั้น การที่จะทำความเข้าใจประเพณีหลวง โดยละเลยการทำความเข้าใจประเพณีราษฎร์ หรือในทางกลับกัน จะศึกษาประเพณีราษฎร์ โดยไม่มีพื้นฐานความเข้าใจพัฒนาการของประเพณีหลวง ย่อมอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะจะไม่สามารถทำความเข้าใจภาพรวม ของพัฒนาการ ของวัฒนธรรมไทยได้เลย เนื่องจากโดยสภาพแวดล้อม ทั้งทางภูมิศาสตร์ สังคม และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์แล้ว วัฒนธรรมไทยมีลักษณะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มีความพร้อมอยู่เสมอที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่มีความแปลกและใหม่กว่า ประเพณีหลวงจึงมักมีอิทธิพลเหนือประเพณีราษฎร์อย่างมาก การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไทยมักจะเริ่มที่ประเพณีหลวงก่อนเสมอ หรืออีกนัยหนึ่งเริ่มจากชนชั้นผู้นำก่อน แล้วจึงส่งผลมายังระดับประเพณีราษฎร์ของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ เป็นเงาตามตัว จนทำให้ประเพณีราษฎร์ในบางท้องถิ่น สลายตัวไปในปัจจุบัน

ดังนั้น การศึกษาพัฒนาการของวัฒนธรรมไทย จึงควรศีกษา ทั้งประเพณีหลวง และประเพณีราษฎร์ เพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมของวัฒนธรรมไทยได้ชัดเจนขึ้น เพราะวัฒนธรรมไทยมีลักษณะค่อนข้างจะอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมอยู่เสมอที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่มีความแปลกและใหม่กว่า เมื่อใดที่ประเพณีหลวงมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นประเพณีราษฎร์ก็มักจะได้รับอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยเสมอ ยิ่งในสมัยปัจจุบันการคมนาคมเจริญมากขึ้น สื่อมวลชน และการนิยมวัฒนธรรมสมัยใหม่ แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย
ที่มา สารานุกรม สำหรับเยาวชน เล่มที่ 18

Advertise.

ผู้ติดตาม

วัฒนธรรมประเพณีไทย